‘นพ.สรณ’ หลุด กสทช. เปิดทางเฟ้น กสทช.สายผู้บริโภค ย้ำต้องดูผลงานจริง

ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และให้ถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนั้น

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ กสทช. ให้ความเห็นว่า ควรเร่งสรรหากรรมการ กสทช.สายผู้บริโภค หรือด้านการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ พร้อมพิจารณาผลที่อาจเกิดขึ้นต่อมติสำคัญของ กสทช. ที่ผ่านมา แม้ นพ.สรณ จะได้รับการคัดเลือกเข้ามาในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แต่สำหรับผู้ที่ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด อาจเห็นว่ามติส่วนใหญ่อาจไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภค และไม่มีทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภคมากนัก ยกตัวอย่างกรณีการคิดค่าบริการโทรศัพท์ตามระยะเวลาการใช้งานจริง ซึ่งกรรมการในสัดส่วนด้านผู้บริโภคลงมติให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง และกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ซึ่งผลการลงคะแนนอยู่ที่ 2 ต่อ 2 ก่อนมีการลงคะแนนซ้ำของประธาน กสทช.

นพ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า ภายหลังการควบรวมกิจการ ผู้ใช้บริการสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าคุณภาพบริการดีขึ้นหรือไม่ ราคาสูงขึ้นหรือไม่ และแพ็กเกจราคาประหยัดหายไปหรือมีราคาเพิ่มขึ้นเพียงใด พร้อมยกตัวอย่างซิมราคาประหยัดบางประเภทที่มีราคาสูงขึ้นหลายเท่าหลังการควบรวม

สรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ ต้องดูผลงานคุ้มครองผู้บริโภคจริง

นพ.ประวิทย์ ระบุว่า กสทช. ไม่ควรขาดกรรมการในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้น จึงควรเร่งสรรหาบุคคลใหม่ที่ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคจริง โดยเสนอว่า นอกจากการเปิดให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์แล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ ควรให้ผู้สมัครแสดงประวัติและผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ก่อน ไม่ควรตรวจสอบเพียงว่าเอกสารที่กำหนดถูกยื่นมาครบถ้วน หรืออาศัยเพียงหนังสือรับรองจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยต้องตรวจสอบเนื้อหาการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้บุคคลที่มีผลงานและทำงานด้านนี้จริงเข้ามาทำหน้าที่

สำหรับผลที่อาจเกิดขึ้นต่อมติที่ประธาน กสทช. เคยมีส่วนร่วม นพ.ประวิทย์ อธิบายว่า โดยทั่วไป หากการลงมติเกิดขึ้นหลังจากมีคำสั่งแต่งตั้ง และก่อนมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีหลักคุ้มครองการดำเนินการที่เกิดขึ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวมีลักษณะต่างออกไป เพราะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ผู้ได้รับการคัดเลือกที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 ให้ถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งหมายถึงการสละสิทธิ์ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ไม่ใช่การพ้นจากตำแหน่งในภายหลัง

นพ.ประวิทย์ แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า เนื่องจากมีการปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลาหลายปี เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ในเบื้องต้นมติที่ผ่านมาส่วนใหญ่อาจยังถือว่ามีผลอยู่ โดยอนุโลมตามแนวคิดของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมถึงมติที่มีคะแนนชนะกันมากกว่าหนึ่งเสียง แม้ไม่นับคะแนนของ นพ.สรณ ผลก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่จำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่

ส่วนวาระสำคัญที่ชนะกันเพียงหนึ่งเสียง หรือกรณีคะแนนเท่ากัน และ นพ.สรณมีส่วนลงคะแนนชี้ขาด ที่ประชุม กสทช. สามารถหารือเพื่อนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ควรพิจารณาเฉพาะวาระที่มีผลกระทบสำคัญ โดยเฉพาะมติที่ทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ โดยต้องอาศัยการพิจารณาร่วมกันของที่ประชุม ซึ่งต้องใช้เสียงอย่างน้อยสองในสามของกรรมการที่มีอยู่

มติคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุด แต่ยังอาจขอพิจารณาใหม่หรือฟ้องศาลได้

สำหรับกระบวนการหลังตากนี้ นพ.ประวิทย์ ให้ข้อมูลว่า ตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มติของคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยคุณสมบัติถือเป็นที่สุด จึงไม่สามารถอุทธรณ์ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับผลกระทบอาจยื่นเอกสารขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาใหม่ แต่คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจตัดสินใจว่าจะรับพิจารณาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังสามารถยื่นฟ้องศาลปกครองได้ เนื่องจากมติดังกล่าวกระทบต่อสิทธิ ซึ่งหากมีการยื่นฟ้อง ศาลปกครองต้องพิจารณาก่อนว่าจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับฟ้องจึงเข้าสู่การพิจารณาคดี แต่หากไม่รับฟ้อง ศาลก็อาจจำหน่ายคดี

เสนอสำนักงาน กสทช. เรียกคืนสิทธิประโยชน์ – ตรวจสอบข้อเท็จจริง

นพ.ประวิทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อผลทางกฎหมายถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง สำนักงาน กสทช. ต้องคำนวณและเรียกคืนสิทธิประโยชน์ที่จ่ายไปตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และค่าเช่ารถประจำตำแหน่ง รวมทั้งต้องคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้น

อีกประเด็นที่ยังคลุมเครือคือเอกสารหลักฐานที่ไม่เคยถูกเปิดเผย โดยมีการระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับหนังสือแจ้งการพ้นจากสถานภาพการเป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพและมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 12 – 13 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดสงกรานต์ นำไปสู่การตั้งข้อสงสัยว่า เอกสารดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ ส่งในวันใด และส่งผ่านช่องทางใด โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจอยู่ต่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตที่น่าสนใจคือที่พระบรมราชโองโปรเกล้าฯ แต่งตั้ง ศ.คลินิก นพ. สรณ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 14 เมษายน 2565 แต่กลับมีผลตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 จึงเสนอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการรับส่งให้ชัดเจน

นพ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารไม่ได้ถูกส่งในวันที่ 12 หรือ 13 เมษายนตามที่ระบุ ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงหรือสร้างข้อมูลเท็จเพื่อช่วยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการทุจริต นพ.ประวิทย์ ระบุว่า จะต้องดำเนินคดีอาญา โดยสำนักงาน กสทช. ในฐานะนิติบุคคลควรดำเนินการอย่างเป็นอิสระและปกป้องประโยชน์ของรัฐ

ร้องทุกข์ - ร้องเรียน