สภาผู้บริโภค ชี้กรณี อสม.ป่วยหลังทดลองอาหารเสริม ต้องตรวจสอบทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้จัดอบรม ผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามเหตุใดพื้นที่อบรมสุขภาพ จึงเปิดช่องให้มีการโฆษณาสินค้า เสนอปรับ พ.ร.บ.อาหาร ให้ผู้ประกอบธุรกิจตลอดห่วงโซ่ร่วมรับผิด

จากกรณีเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 ผู้เข้ารับการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน จำนวนอย่างน้อย 104 ราย เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน หลังทดลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากสาธารณรัฐเกาหลี
สภาผู้บริโภคชี้กรณี อสม.น่านป่วยหลังทดลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ควรจบเพียงการตรวจผลิตภัณฑ์ แต่ต้องตรวจสอบกระบวนการจัดอบรมทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้จัด วิทยากร ผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ และผู้เกี่ยวข้อง เหตุใดพื้นที่พัฒนาศักยภาพบุคลากรสุขภาพจึงเปิดช่องให้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ พร้อมเรียกร้องตรวจสอบการกล่าวอ้างสรรพคุณและความรับผิดตามกฎหมาย รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ควรตรวจสอบไปถึง กระบวนการจัดอบรม อสม. ทั้งระบบ เพราะวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตรมาตรฐาน อสม. คือการเพิ่มความรู้และศักยภาพให้ อสม. สามารถนำความรู้ด้านสุขภาพไปดูแลประชาชนในชุมชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ดังนั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดพื้นที่ซึ่งควรเป็นพื้นที่สร้างความรู้ด้านสุขภาพ จึงเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอบรมเข้ามาแนะนำหรือให้ทดลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ และผู้จัดการอบรมมีมาตรการกำกับดูแลบุคคลภายนอก การแนะนำผลิตภัณฑ์ หรือกิจกรรมที่อาจมีผลประโยชน์ทางการค้าอย่างไร
“เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่ว่าอาหารเสริมตัวนี้มีอะไร หรือใครกินแล้วเกิดอาการอย่างไร แต่ต้องย้อนกลับไปถามถึงระบบว่า ในการอบรมที่มีเป้าหมายให้ อสม.มีความรู้เพื่อกลับไปดูแลประชาชน เหตุใดจึงมีบุคคลเข้ามาแนะนำผลิตภัณฑ์สุขภาพและให้ทดลองรับประทานได้ ใครอนุญาต ใครรับรู้ และมีกระบวนการป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าหรือไม่” ภก.ภาณุโชติ กล่าว
ต้องตรวจสอบ “คนแนะนำ” ไม่ใช่หยุดแค่ตัวสินค้า
ภก.ภาณุโชติ ระบุอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า บุคคลที่นำผลิตภัณฑ์เข้ามาแนะนำเป็นใคร เข้ามาอยู่ในพื้นที่อบรมในฐานะใด มีความเกี่ยวข้องกับวิทยากร ผู้จัดอบรม หรือผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าในระหว่างการแนะนำมีการกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของผลิตภัณฑ์อย่างไร
หากพบว่ามีการแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือมีการกล่าวอ้างคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณที่เป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน ไม่ควรตรวจสอบเฉพาะบริษัทผู้ผลิตหรือตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น
ขณะเดียวกัน หากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีตำแหน่งหรือหน้าที่ในระบบสาธารณสุข หรือเกี่ยวข้องกับการจัดอบรม ก็ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการกระทำดังกล่าวเหมาะสมกับบทบาทหน้าที่หรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และต้องมีมาตรการทางปกครอง ทางวินัย หรือมาตรการอื่นใดเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริง นอกจากนี้ควรขยายผลไปยังต้นตอของธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่ากระทำถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร และหากมีผู้ประกอบวิชาชีพเกี่ยวข้องและพบว่าเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ สภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการต่อไปด้วย
อย่าให้ อสม. กลายเป็นช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ
สภาผู้บริโภคเห็นว่า อสม. เป็นกลไกสำคัญของระบบสาธารณสุขระดับชุมชน มีความใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระในการให้ข้อมูลด้านสุขภาพ
กระบวนการพัฒนาศักยภาพ อสม. จึงควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการป้องกันไม่ให้กิจกรรมอบรมของภาครัฐกลายเป็นพื้นที่ส่งเสริมการขายสินค้า หรือทำให้ อสม. มีบทบาทซ้อนทับระหว่างการเป็นผู้ให้ความรู้ด้านสุขภาพกับการเป็นผู้แนะนำหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพราะท้ายที่สุดประชาชนอาจไม่สามารถแยกได้ว่า ข้อมูลที่ได้รับเป็นคำแนะนำด้านสุขภาพจาก อสม. หรือเป็นข้อมูลเพื่อส่งเสริมการขายสินค้า
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานการจัดอบรม อสม. ทั่วประเทศ ทั้งเรื่องการคัดเลือกวิทยากร การนำบุคคลภายนอกเข้าร่วมกิจกรรม การนำผลิตภัณฑ์เข้ามาแจกหรือทดลอง การเปิดพื้นที่ให้มีการแนะนำสินค้า ตลอดจนหลักเกณฑ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติ 104 ราย ซึ่งไม่ควรจบเพียงการรักษาพยาบาลในช่วงเกิดเหตุเท่านั้น แต่ต้องมีระบบติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้ง เมื่อผลการตรวจสอบสามารถระบุสาเหตุและผู้รับผิดชอบได้ชัดเจนแล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายควรมีหน้าที่ชดเชยและเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
ถึงเวลาทบทวน พ.ร.บ.อาหาร ให้ทันรูปแบบการขายยุคใหม่
ภก.ภาณุโชติ ระบุว่า กรณีดังกล่าวยังสะท้อนข้อจำกัดของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 40 ปี ขณะที่รูปแบบธุรกิจและการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่ประชาชนรับโฆษณาผ่านสื่อเป็นหลัก ไปสู่การขายผ่านบุคคล ตัวแทน เครือข่าย สื่อสังคมออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือการแนะนำสินค้าโดยตรงในกิจกรรมต่าง ๆ
สภาผู้บริโภคจึงสนับสนุนให้การปรับปรุงกฎหมายอาหารครอบคลุมความรับผิดชอบของ “ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร” ตลอดห่วงโซ่ ไม่จำกัดความรับผิดไว้เพียงผู้ผลิต โดยต้องพิจารณาครอบคลุมผู้ที่มีบทบาทในการจำหน่าย โฆษณา ส่งเสริมการขาย หรือทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจบริโภคผลิตภัณฑ์ ตามบทบาทและพฤติการณ์ของแต่ละฝ่าย
“คนที่มีส่วนทำให้ผู้บริโภคเชื่อและตัดสินใจซื้อหรือบริโภคสินค้า ไม่ควรหลุดออกจากระบบความรับผิดชอบ กฎหมายต้องตามให้ทันรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ความรับผิดชอบหยุดอยู่เพียงที่ตัวสินค้า แต่ไม่สามารถไปถึงคนและระบบที่ทำให้สินค้านั้นมาถึงผู้บริโภคได้” ภก.ภาณุโชติ กล่าว
ภก.ภาณุโชติ กล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่จังหวัดน่านควรเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมากกว่าผลิตภัณฑ์หนึ่งรายการ แต่ต้องนำไปสู่การทบทวนตั้งแต่ ระบบการอบรม อสม. การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงระบบเยียวยาผู้บริโภค เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขสามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง — อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่: https://www.hfocus.org/content/2026/10/39715 —
เว็บไซต์ Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ